Power Apps 101 : Beginner Canvas Apps – สร้างแอปแรกของคุณจากข้อมูลจริงใน 10 นาที

สารบัญเนื้อหา

ใน EP นี้เราจะพาทุกคนไปเจาะลึกใน Canva Apps การแสดงข้อมูลผ่าน Gallery และ การบันทึก แก้ไข ผ่าน Edit form

Beginner Canvas Apps

คือจุดเริ่มต้นแรกสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างแอปพลิเคชันใช้งานเองในองค์กรโดยไม่ต้องเขียนโค้ดซับซ้อน (Low-Code Framework) ความพิเศษของ Canvas Apps อยู่ที่แนวคิด “What You See Is What You Get” (WYSIWYG) หรือการลากวางองค์ประกอบหน้าจอและกำหนดตรรกะการทำงานได้อย่างอิสระคล้ายกับการทำ PowerPoint ร่วมกับ Excel

Gallery

คอนโทรลสำหรับแสดงรายการข้อมูลซ้ำ ๆ กันหลายแถว/หลายการ์ด เช่น รายชื่อลูกค้า, สินค้า หรือคำขอเบิกต่าง ๆ ดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูล (SharePoint, Excel, Dataverse) มาวนแสดงให้อัตโนมัติ โดยไม่ต้องสร้างการ์ดทีละอันเอง

กดที่ Insert จากนั้น เลือก Vertical gallery จะได้ Gallery ออกมา

Beginner Canvas Apps

จากนั้นจะทำการเชื่อมต่อ Data ด้วยการคลิกที่ แถบที่ 3 ด้านซ้าย > Add Data > เลือก Sharepoint

ConnectSharepoint 1

จากนั้น เลือก Site และ List Sharepoint ที่เราต้องการเชื่อมต่อ Data เมื่อเสร็จแล้วกด Connect
เมื่อทำการ Connect แล้ว Sharepoint List ที่เลือกจะถูกดึงข้อมลมายัง Power Apps

SelectListSharepoint

จากนั้นจะทำการเชื่อมต่อ List Sharepoint กับ Gallery
โดยคลิกที่ Gallery > Data source > เลือก List Sharepoint ที่ทำการเชื่อมต่อไว้ก่อนหน้า

image

เมื่อเชื่อม List Sharepoint กับ Gallery แล้ว ข้อมูลจะแสดงบน Gallery โดยสามารถปรับ Layout ของ Gallery ได้
โดยคลิกที่ Layout จะมีรูปแบบ List Layout ให้เลือกหลายรูปแบบ และยังสามารถปรับแต่งตารางหรือข้อมูลต่างๆใน Gallery ได้อีกด้วย

image 1

การดึงข้อมูลมาแสดงใน Gallery จะใช้คำสั่ง Thisitem. ตามด้วย ชื่อ Column ใน Sharepoint ที่เราต้องการดึงข้อมูลมาแสดง
เช่น Thisitem.ID , Thisitem.FullName,Thisitem.Status

image 2

เมื่อดึงข้อมูลที่ต้องการแล้ว เรายังสามารถใส่สูตรแสดงสีของแต่ละ Status ของใบงานได้อีกด้วย โดยการเพิ่ม Button หรือ Text label สำหรับดึง Column ที่เราต้องการมาแสดง ตัวอย่าง :

เพิ่ม Button จากนั้น ที่ Text ของ Button ใส่ Thisitem.approval_status (ชื่อ Column ที่เราต้องการ) ปุ่ม Button ก็จะแสดง Text ที่ดึงข้อมูลมาจาก Column ที่เราเลือก และที่ Fill ของ Button เราจะกำหนดสีของแต่ละ Status ด้วยการใส่สูตร :
If(Thisitem.approval_status = “approved” ,Color.Green,If(Thisitem.approval_status = “rejected”,Color.Red,Color.Yellow))

โดยสูตรที่ใส่นั้น มีเงื่อนไข่ว่า หาก approval_status = “approved” จะเป็นสีเขียว หาก approval_status = “rejected” จะเป็นสีแดง
และหาก approval_status ไม่ใช่ “approved” หรือ “rejected” จะเป็นสีเหลือง

image 3

Edit form

คอนโทรลสำหรับสร้างฟอร์มกรอก/แก้ไขข้อมูลแบบผูกกับแหล่งข้อมูลโดยตรง พอเลือกคอลัมน์ที่จะให้กรอก ระบบจะสร้างช่องกรอกที่ตรงกับชนิดข้อมูลให้อัตโนมัติ (เช่น วันที่ ตัวเลข ข้อความ) ใช้ได้ทั้งเพิ่มข้อมูลใหม่และแก้ไขของเดิม

กดที่ Insert > เลือก Edit form
จากนั้น ทำการเชื่อม List Sharepoint กับ Edit form โดยคลิกที่ Edit form > Data > List Sharepoint

image 4

เมื่อเชื่อม Edit form กับ Sharepoint เสร็จแล้ว ตัว Edit form จะแสดง Data card ต่างๆ และ เรายังสามารถ เพิ่ม หรือ ลบ Data card ได้
โดยกดไปที่ Edit form > Properties > Fields หากต้องการลบ ให้คลิกที่ จุด 3 จุด และเลือก Remove
หากต้องการเพิ่มให้เลือกที่ + Add field และยังสามารถ สลับตำแหน่งของ Data card ได้อีกด้วย โดยการคลิกค้างแล้วลากสลับตำแหน่ง

image 5

เมื่อเราสร้าง Edit form แล้วต้องการแก้ไข Data card ต้องทำการปลดล็อค Data card ก่อน
โดยคลิกที่ Data card ที่ต้องการแก้ไข > Properties > Advanced > Unlock change properties. เพื่อปลดล็อค Data card จึงจะสามารถแก้ไข Data card ให้เป็นแบบที่เราต้องการได้

image 6

คลิกที่ Data card travel_purpose > เพิ่ม Combobox > ลบ TextInput เดิมออก
และเพิ่ม Choice ให้กับ Combobox โดยคลิกที่ Combobox1 > Items > เพิ่ม [“conference”,”meeting”,”traning”]

image 7

จากนั้น คลิกที่ Data card travel_purpose เปลี่ยน Update ให้เป็น Combobox1.selected.value1

image 8

การ Submit form ให้เพิ่ม Button ขึ้นมาเพื่อใส่คำสั่งให้บันทึกข้อมูลที่กรอกในฟอร์ม
โดยใส่สูตร SubmitForm(Form1) ที่ Onselect ของ Button เพียงเท่านี้ก็สามารถ บันทึกข้อมูลลง Sharepoint List ได้แล้ว
กด Play > กรอกข้อมูล > Submit ข้อมูลจะถูกบันทึกลง Sharepoint List ที่เราเชื่อมต่อไว้

image 9

จากนั้นกลับไปยัง Screen3 (Screen Gallery) คลิกที่ Gallery > คลิกที่ Column ที่ต้องการให้เป็นปุ่มนำทางไปยังหน้า Create/Edit
ที่ OnSelect ใส่สูตร Navigate(Screen4); และ Set(var_modue,”edit”) หากคลิกแล้วจะไปยัง Screen 4 เพื่อแก้ไขข้อมูล

image 10

แต่หากต้องการสร้างข้อมูลใหม่ ให้สร้าง Button ขึ้นมานอก Gallery จากนั้นเปลี่ยนชื่อเป็น Create และ ที่ OnSelect ของ Button Create
ให้ใส่สูตร Navigate(Screen4); Set(var_modue,”new”); และ ResetForm(ชื่อForm);

image 11

ต่อมาจะทำการปรับ DefaultMode ของ Edit form โดยคลิกที่ Edit form เลือก DefaultMode
จากนั้นใส่สูตร If(var_modue = “new” , FormMode.New , FormMode.Edit)

image 12

Publish

ขั้นตอนเผยแพร่แอปเวอร์ชันล่าสุดให้กลายเป็นเวอร์ชันที่ผู้ใช้งานจริงเห็น ต่างจาก Save ตรงที่ Save เป็นแค่การเก็บงานแบบร่างไว้ในเครื่องมือแก้ไข ส่วน Publish คือการ “อัพเดทเวอร์ชั่นล่าสุดที่ได้ Save ไว้” ให้ทุกคน

กด Save เพื่อบันทึก

image 13

เมื่อ Save แล้ว กดที่ปุ่ม Publish > Publish this version เพียงเท่านี้แอปที่ใช้งานก็จะเป็นเวอร์ชั่นล่าสุดแล้ว

image 14

เมื่อเข้าไปยังแอป จะมี warning tab ด้านบนเพื่อบอกว่า version ใหม่กำลังจะมา
เมื่อ version ใหม่พร้อมใช้แล้ว จะมี refresh tab ขึ้นมาอีก ทำการกด Refresh ได้เลย

image 15

และแอปจะให้ Allow connector ทำการกด Allow เพียงเท่านี้ก็สามารถใช้งานแอปในเวอร์ชั่นล่าสุดได้แล้ว

image 17

— THE MATRIX × MICROSOFT —

เมื่อทำความเข้าใจการวางโครงสร้าง Studio, การเลือกใช้ Controls ให้เหมาะสมกับงาน และการเขียนสูตร Power Fx พื้นฐานเพื่อเชื่อมหน้าจอและบันทึกข้อมูลได้แล้ว ผู้พัฒนาจะสามารถสร้าง “แอปพลิเคชัน CRUD” (Create, Read, Update, Delete) พื้นฐาน เช่น ระบบลงทะเบียน, ระบบแจ้งซ่อม หรือฟอร์มเก็บข้อมูลเบื้องต้นได้ทันที ก่อนจะก้าวไปสู่ระดับ Intermediate ที่ต้องบริหารจัดการข้อมูลซับซ้อนขึ้นด้วย Collections และ Patch ต่อไป

อ้างอิง : https://learn.microsoft.com/en-us/power-platform/power-fx/overview